ทุกการทำสิ่งต่างๆ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่ล้วนแล้วแต่มีสาเหตุเสมอครับ เช่นเดียวกันกับเรื่องของการเทรดต่างๆ เพื่อให้ไม่เกิดความเสียหายของเงินลงทุนจนเกิดการขาดทุนล้วนแล้วแต่ต้องมีการสาเหตุทั้งสิ้นครับ โดยบทความนี้จะพาทุกๆ ท่านไปทำความเข้าใจและเตรียมตัวเกี่ยวกับ “สาเหตุที่ทำให้การเทรด CFD เกิดการขาดทุนมาจากอะไรได้บ้าง?” กันครับ จะเป็นอย่างไรบ้างนั้น…เราไปชมพร้อมๆ กันเลยครับ
8 สาเหตุที่ทำให้การเทรด CFD เกิดการขาดทุน
การเทรด CFD แม้จะมีศักยภาพในการทำกำไรสูง แต่ก็เป็นกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน มีหลายสาเหตุที่ทำให้นักลงทุนขาดทุนจากการเทรด CFD โดยเฉพาะในหมู่นักลงทุนมือใหม่ นี่คือสาเหตุหลักๆ
1. การใช้เลเวอเรจที่มากเกินไป (Overleveraging): นี่คือสาเหตุอันดับหนึ่งของการขาดทุน เลเวอเรจเป็นเหมือนดาบสองคมที่ขยายผลกำไรได้ แต่ก็ขยายผลขาดทุนได้มหาศาลเช่นกัน นักลงทุนมือใหม่มักจะใช้เลเวอเรจสูงเกินกว่าที่เงินทุนจะรับไหว ด้วยหวังว่าจะทำกำไรได้มากและเร็ว แต่เมื่อตลาดเคลื่อนไหวสวนทางเพียงเล็กน้อย เงินในบัญชีก็อาจถูก “ล้างพอร์ต” (Margin Call/Stop Out) ได้อย่างรวดเร็ว
2. การขาดแผนการเทรดที่ชัดเจน (Lack of a Trading Plan): นักลงทุนจำนวนมากเข้าสู่ตลาดโดยไม่มีแผนการเทรดที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน ไม่มีกลยุทธ์การเข้า (Entry) และออก (Exit) ที่แน่นอน ไม่ได้กำหนดจุดทำกำไร (Take Profit) และจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) สิ่งนี้ทำให้การเทรดเป็นการคาดเดาและตัดสินใจตามอารมณ์มากกว่าการวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล
3. การไม่ตั้งจุดตัดขาดทุน (Failing to Cut Losses / No Stop Loss): เป็นความผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุดอย่างหนึ่ง นักลงทุนมักจะยึดติดกับออเดอร์ที่ขาดทุนและหวังว่าราคาจะกลับตัว ซึ่งบ่อยครั้งที่ไม่ได้เป็นเช่นนั้น การไม่ตั้ง Stop Loss หรือการย้าย Stop Loss ออกไปเรื่อยๆ เมื่อราคาไปถึง จะทำให้ขาดทุนสะสมและอาจล้างพอร์ตได้ในที่สุด การยอมรับการขาดทุนเล็กน้อยเพื่อรักษาเงินทุนไว้คือสิ่งสำคัญ
4. การเทรดตามอารมณ์ (Emotional Trading): ความกลัวและความโลภเป็นศัตรูตัวฉกาจของนักเทรด
- ความกลัว: กลัวพลาดโอกาส (FOMO – Fear Of Missing Out) ทำให้เข้าเทรดโดยไม่ได้วิเคราะห์อย่างถี่ถ้วน หรือปิดออเดอร์ทำกำไรเร็วเกินไปเพราะกลัวกำไรหาย
- ความโลภ: อยากได้กำไรมากๆ ทำให้ไม่ยอมปิดออเดอร์เมื่อถึงจุดทำกำไรที่เหมาะสม หรือใช้เลเวอเรจมากเกินไป
- ความโกรธ/หงุดหงิด: เมื่อขาดทุน นักเทรดอาจพยายามแก้แค้นตลาด (Revenge Trading) โดยการเปิดออเดอร์ใหญ่ขึ้นหรือเทรดบ่อยขึ้น ซึ่งมักนำไปสู่การขาดทุนที่หนักกว่าเดิม
5. การบริหารจัดการความเสี่ยงที่ไม่ดี (Poor Risk Management): นอกจากการไม่ตั้ง Stop Loss แล้ว ยังรวมถึง:
- การเทรดด้วยขนาดสัญญาที่ใหญ่เกินไป (Over-positioning / Overtrading): การทุ่มเงินจำนวนมากในออเดอร์เดียว หรือการเปิดออเดอร์พร้อมกันหลายออเดอร์โดยไม่ประเมินความสามารถในการรับความเสี่ยง
- การไม่กระจายความเสี่ยง: ลงทุนในสินทรัพย์เพียงประเภทเดียว หรือไม่กระจายการเทรดในหลายๆ สินทรัพย์
6. การขาดความรู้และประสบการณ์ (Lack of Knowledge and Experience):
- ไม่เข้าใจตลาด: ไม่ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อราคาของสินทรัพย์ที่เทรด ไม่เข้าใจว่าข่าวเศรษฐกิจหรือเหตุการณ์โลกมีผลต่อการเคลื่อนไหวของตลาดอย่างไร
- ไม่เข้าใจเครื่องมือ/อินดิเคเตอร์: ใช้เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคโดยไม่เข้าใจหลักการทำงาน หรือตามสัญญาณซื้อ/ขายแบบสุ่มสี่สุ่มห้า
- ไม่ฝึกฝนในบัญชีทดลอง: รีบร้อนเข้าเทรดด้วยเงินจริงโดยไม่ได้ฝึกฝนในบัญชี Demo Account ก่อน
7. ความผันผวนของตลาด (Market Volatility): แม้ว่านักเทรดจะชอบความผันผวนเพราะมีโอกาสทำกำไร แต่หากไม่สามารถรับมือกับมันได้ ความผันผวนที่รุนแรงและรวดเร็วสามารถทำให้ขาดทุนได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีข่าวสำคัญออกมา ราคาอาจข้ามผ่าน Stop Loss ที่ตั้งไว้ (Slippage) ทำให้ขาดทุนมากกว่าที่คาด
8. ต้นทุนแฝง (Hidden Costs):
- สเปรด (Spread): คือค่าใช้จ่ายที่คุณต้องจ่ายในทุกๆ การเปิดและปิดออเดอร์ ยิ่งสเปรดกว้างเท่าไหร่ ต้นทุนก็ยิ่งสูงขึ้น และทำให้คุณต้องทำกำไรให้ได้มากขึ้น
- ค่าธรรมเนียมข้ามคืน (Overnight Fee / Swap): หากคุณเปิดออเดอร์ค้างคืน จะมีค่าธรรมเนียมนี้เกิดขึ้นทุกวัน ซึ่งสามารถสะสมเป็นเงินจำนวนมากหากถือออเดอร์นานๆ
เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับข้อมูลเกี่ยวกับ “สาเหตุที่ทำให้การเทรด CFD” ที่เราได้รวบรวมมาให้ทุกๆ ท่านได้ศึกษากัน คิดว่าน่าจะเป็นข้อมูลที่ดีกันไม่มากก็น้อยกันนะครับ
